สิทธิประกันสังคมและบัตรทองสำหรับการ ผ่าตัดกระเพาะ สำหรับคนที่เป็นโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ซึ่งการ ผ่าตัดกระเพาะ ดีมากกว่าที่คุณคิด

ผ่าตัดกระเพาะ เพื่อรักษา

ผ่าตัดกระเพาะสำหรับคนอ้วน

ผ่าตัดกระเพาะ (Bariatric Surgery) คือ เป็นกระบวนการศัลยกรรมเพื่อลดขนาดของกระเพาะอาหารหรือปรับเปลี่ยนระบบย่อยอาหาร เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยลดน้ำหนัก โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะอ้วนรุนแรงหรือมีโรคแทรกซ้อนจากน้ำหนักเกิน

ตอนที่ 1 : ใครเหมาะกับการผ่าตัดกระเพาะบ้าง

ตอนที่ 2 : ประเภทของการรักษา

ตอนที่ 3 : ข้อดีข้อเสียของการผ่าตัด

ตอนที่ 4 : ระยะเวลาพักฟื้น

ตอนที่ 5 : ผลข้างเคียงหลังผ่า

ตอนที่ 6 : สิทธิประกันสังคม

ตอนที่ 7 : สิทธิบัตรทอง

ตอนที่ 8 : สรุป

การผ่าตัด

คนอ้วนลดยาก

ใครเหมาะกับการผ่าตัดกระเพาะบ้าง

การผ่าตัดเป็นวิธีการรักษาโรคอ้วนที่มีประสิทธิภาพ แต่ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่เหมาะสมกับการผ่าตัดกระเพาะอาหาร คือ..

  • ผู้ที่มีภาวะอ้วนรุนแรง: โดยทั่วไปคือผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 40 ขึ้นไป หรือผู้ที่มี BMI 35 ขึ้นไป ร่วมกับโรคร่วมที่เกี่ยวข้องกับความอ้วน เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2, โรคความดันโลหิตสูง, ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ, หรือโรคข้อเข่าเสื่อม 
  • ผู้ที่พยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล: เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย หรือการใช้ยา แต่ไม่สามารถลดน้ำหนักได้ตามเป้าหมาย 
  • ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงพอที่จะเข้ารับการผ่าตัด: และสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หลังการผ่าตัดได้ 
  • ผู้ที่มีความเข้าใจและยอมรับการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตหลังการผ่าตัด: เช่น การรับประทานอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ประเภทของการรักษา

ข้อดีข้อเสียของการผ่าตัดกระเพาะ

การผ่าตัดกระเพาะที่นิยม

  1. การผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery) : การผ่าตัดที่ใช้กล้องขนาดเล็กและเครื่องมือพิเศษสอดเข้าไปในร่างกายผ่านแผลเล็กๆ โดยไม่ต้องเปิดหน้าท้องกว้าง ทำให้เป็นการผ่าตัดที่มีความแม่นยำ 
  2. การผ่าตัดแบบเปิด (Open Surgery) : การผ่าตัดที่แพทย์จะเปิดหน้าท้องหรือร่างกายบริเวณที่ต้องการผ่าตัดด้วยแผลขนาดใหญ่ เพื่อให้สามารถมองเห็นอวัยวะและทำการผ่าตัดได้โดยตรง ซึ่งเป็นวิธีผ่าตัดแบบดั้งเดิมก่อนที่จะมีเทคโนโลยีส่องกล้องเข้ามา
  3. การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร (Gastric Balloon  ไม่ต้องผ่าตัด) : ใส่บอลลูนเข้าไปในกระเพาะอาหารเพื่อลดพื้นที่และทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว

ข้อดีข้อเสียของการผ่าตัด

ข้อดี

✔️ ลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

✔️ ลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันพอกตับ 

✔️ ปรับปรุงคุณภาพชีวิต ลดอาการปวดข้อและภาวะแทรกซ้อนจากโรคอ้วน

ข้อเสีย

⚠️ ต้องปรับพฤติกรรมการกินหลังผ่าตัด 

⚠️ อาจเกิดผลข้างเคียง เช่น ขาดสารอาหาร หรืออาการแทรกซ้อนจากการผ่าตัด 

⚠️ ต้องติดตามผลกับแพทย์อย่างใกล้ชิด

⚠️ อาจจะมีปัญหาสุขภาพจิตที่ไม่สามารถควบคุมได้

ระยะเวลาพักฟื้น

พักฟื้นไวสุด

✔️การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร (ไม่ต้องผ่าตัด)

  • สามารถกลับบ้านได้ภายในวันเดียว
  • พักฟื้นเพียง 2-3 วัน ก่อนกลับมาใช้ชีวิตปกติ

พักฟื้นปานกลางสุด

✔️การผ่าตัดแบบส่องกล้อง 

  • นอนโรงพยาบาล: ประมาณ 2-4 วัน
  • พักฟื้นที่บ้าน: ประมาณ 2-4 สัปดาห์ ก่อนกลับไปทำงานปกติ
  • กิจกรรมปกติ: งดออกกำลังกายหนักประมาณ 4-6 สัปดาห์

พักฟื้นช้าสุด

✔️การผ่าตัดแบบเปิด

  • นอนโรงพยาบาล: ประมาณ 4-7 วัน
  • พักฟื้นที่บ้าน: ประมาณ 4-6 สัปดาห์
  • กิจกรรมปกติ: งดออกกำลังกายหนักประมาณ 6-8 สัปดาห์

ผลข้างเคียงหลังผ่าตัด

ผลข้างเคียงตัดกระเพาะ

ผลข้างเคียงหลังผ่าตัดกระเพาะ สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยไม่ใช่ทุกคนจะมีอาการเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับประเภทของการผ่าตัด การดูแลตนเอง และสภาพร่างกายของแต่ละคน

ระยะสั้น

  • ปวดแผล / แผลบวมแดง 
  • คลื่นไส้ อาเจียน (โดยเฉพาะหากรับประทานเร็วเกินไป)
  • ท้องเสีย หรือท้องผูก เนื่องจากระบบย่อยปรับตัว 
  • รู้สึกอ่อนเพลีย / เวียนศีรษะ จากการทานอาหารได้น้อย 
  • ภาวะขาดน้ำ ถ้าดื่มน้ำไม่เพียงพอ 
  • ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (DVT) หากพักฟื้นนานโดยไม่เคลื่อนไหว

ระยะยาว

  • ภาวะขาดวิตามินและแร่ธาตุ เช่น ธาตุเหล็ก, วิตามิน B12, แคลเซียม, โฟเลต 
  • ผมร่วงชั่วคราว จากการขาดโปรตีนและสารอาหาร
  • กรดไหลย้อน (พบในบางราย)
  • น้ำหนักไม่ลดตามเป้า / น้ำหนักกลับมาเพิ่ม หากไม่ปรับพฤติกรรมการกินในระยะยาว
  • มีส่วนผิวหนังที่ย้วย เนื่องจากน้ำหนักลดเร็วเกินไป

สิทธิประกันสังคม

ตัดกระเพาะสิทธิประกันสังคม

ในปัจจุบัน ประกันสังคม สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดกระเพาะ ได้ในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อแพทย์เห็นว่าการผ่าตัดนั้น จำเป็นต่อสุขภาพ ไม่ใช่เพื่อความสวยงามหรือรูปร่างเท่านั้น โดยคนที่จะได้สิทธิตรงนี้ต้องมีผลกระทบต่อสุภาพอย่างรุนแรงเช่น..

  • น้ำหนักเกินจนมี ค่า BMI มากกว่า 40 หรือ 35 และมีโรคร่วมด้วย เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง หรือนอนกรนรุนแรง
  • ได้รับการประเมินจากแพทย์ว่า วิธีอื่นๆ เช่น การควบคุมอาหารหรือการใช้ยาไม่ได้ผล
  • ต้องเป็นการผ่าตัดที่ทำโดยแพทย์เฉพาะทาง และโรงพยาบาลที่ร่วมในระบบประกันสังคม
  • ค่าส่วนต่างในการผ่าตัดที่ต้องเสีย 50,000 – 70,000 บาท  ผู้ที่ไม่มีประกันสังคมต้องเสีย 200,000-500,000 บาท

สิทธิบัตรทอง

ผ่าตัดกระเพาะสิทธิบัตรทอง

สิทธิบัตรทอง สามารถครอบคลุม การผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักได้ในบางกรณี โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะ โรคอ้วนขั้นรุนแรง  และได้รับการวินิจฉัยว่าจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อรักษาชีวิตหรือป้องกันโรคร่วมที่ร้ายแรง เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

  • ค่า BMI มากกว่า 40 หรือ มากกว่า 35 ร่วมกับโรคร้ายแรง เช่น เบาหวานชนิดที่ 2, ความดันสูง, ไขมันในเลือดสูง, โรคหัวใจ 
  • ได้รับการวินิจฉัยและเห็นชอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมโรคอ้วน
  • โรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษาต้องอยู่ใน เครือข่ายของ สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) และมีศักยภาพในการผ่าตัดประเภทนี้
  • ค่าส่วนต่างในการผ่าตัดที่ต้องเสีย 50,000 – 70,000 บาท  ผู้ที่ไม่มีประกันสังคมต้องเสีย 200,000-500,000 บาท

สรุป

การผ่าตัดกระเพาะ ไม่ใช่ทางลัด แต่เป็น เครื่องมือสำคัญ สำหรับผู้ที่อ้วนขั้นรุนแรง เพื่อฟื้นฟูสุขภาพในระยะยาว และจำเป็นต้องร่วมกับการปรับพฤติกรรมอย่างจริงจังครับซึ่งสามารถรักษาด้วยวิธีการนี้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

ใครที่อ่านแล้วคิดว่าตัวเองเข้าเกณฑ์ หรือเข้าถึงสิทธิต่างๆในการรักษาเพื่อลดภาระในการใช้จ่ายก็สามารถเข้ามาลองเสี่ยงดวงกับ หวยไว ดูครับเพื่อเป็นตัวเลือกอีกทางหนึ่ง